ดูหนังจีน : ลิขิตรักไข่มุกมังกร (Legend of Dragon Pearl)

ดูหนังจีน : ลิขิตรักไข่มุกมังกร (Legend of Dragon Pearl) หลังแมนจูราชวงศ์ชิงโค่นล้มราชวงศ์หมิงของชาวฮั่น เหล่าผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงได้หนีมาเร้นกายที่หุบเขาหมิงจู “หลี่อี้ฮวน” (นามจริง “จูอี้ฮวน” องค์หญิงคนสุดท้ายของราชวงศ์หมิง) ถูกนำตัวมาที่หุบเขาดังกล่าวเมื่อครั้งยังแบเบาะและเติบโตที่นั่น

ทั้งเธอและเหล่าบรรดาศิษย์พี่ที่เติบโตมาด้วยกันได้เรียนรู้ศาสตร์แขนงต่างๆ จากเหล่าอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ทุกคนยกเว้นอี้ฮวน (ซึ่งสุขภาพไม่ดีและขี้เกียจ) ล้วนถูกฝึกฝนและเคี่ยวกรำหมายให้เป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้ราชวงศ์หมิง หลังสำเร็จวิชาทุกคนรวมทั้งอี้ฮวนจึงออกจากหุบเขาหมิงจูเพื่อไปปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย และภารกิจของอี้ฮวนก็คือการหาทางใกล้ชิดฮ่องเต้หนุ่ม (จักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง) แล้วฉวยโอกาสแก้แค้นให้ราชวงศ์ แต่พอได้ใกล้ชิดสนิทสนมทั้งคู่กลับตกหลุมรักกัน

เกริ่นนำ: เหตุการณ์ในละครเกิดขึ้นหลังแม่ทัพหมิงผู้แปรพักตร์ “อู๋ซานกุ้ย” เปิดด่านซานไห่กวนให้กองทัพแมนจู (นำโดย “ตัวเอ่อร์กุ่น”) เข้ายึดกรุงปักกิ่งและก่อตั้งราชวงศ์ชิงได้สำเร็จเป็นเหตุให้ราชวงศ์หมิงล่มสลาย กลุ่มขุนนางและทหารชาวฮั่นที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงจึงหนีไปตั้งอาณาจักรหนานหมิง (หมิงใต้) ทางตอนใต้ของจีน (มีสถานะเป็นรัฐตกค้าง) โดยมีศูนย์กลางการปกครองที่หนานจิง (นานกิง) และมีเชื้อพระวงศ์หมิง (สกุลจู) เป็นผู้ปกครองโดยอ้างสิทธิเป็นจักรพรรดิ ถึงกระนั้นหมิงใต้ก็ยังถูกกองทัพแมนจูราชวงศ์ชิงตามราวีไม่เลิกราจนต้องอพยพและถอยร่นไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงปลายรัชสมัย “จักรพรรดิหย่งลี่” (“จูโหยวหลาง” หรือ “กุ้ยอ๋อง”) จักรพรรดิองค์ที่สี่และองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงใต้ ซึ่งในที่สุดได้ถอยมาปักหลักที่คุนหมิงในมณฑลยูนนาน (ฮ่องเต้สามพระองค์ก่อนหน้าล่วนถูกราชวงศ์ชิงฆ่าตาย)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “อู๋ซานกุ้ย” นำทัพแมนจูราชวงศ์ชิงรุกคืบยูนนาน หมายสร้างผลงานและขยายอิทธิพลด้วยการกวาดล้างหมิงใต้ ยอดขุนพลราชวงศ์หมิง “หลี่ติ้งกั๋ว” (จิ้นอ๋อง) ซึ่งตรึงกำลังอยู่บนป้อมประตูเมือง เห็นคนทรยศอย่างอู๋ซานกุ้ยสวมชุดทหารแมนจูนำทัพใหญ่พร้อมอาวุธหนักเต็มพิกัด (ปืนใหญ่) บุกประชิดหมายตีเมืองอันเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายตนแล้วยิ่งโกรธแค้น อู๋ซานกุ้ยรู้ว่าทัพหมิงใต้ไม่อาจรับมือพวกตนจึงสั่งให้เหล่าไพร่พลรีบเผด็จศึกก่อนพระอาทิตย์ตกดิน โดยนำเงินและตำแหน่งมาล่อใจเหล่าทหาร ทั้งยังขู่ด้วยว่าหากพระอาทิตย์ตกดินแล้วยังตีเมืองไม่ได้เหล่าแม่ทัพนายกองจะต้องรับโทษ แม้จะตกเป็นรองทุกด้านแต่หลี่ติ้งกั๋วต้องการต้านศัตรูเอาไว้ให้นานที่สุด จึงสั่งให้เหล่าทหาร (ซึ่งมีธนูเป็นอาวุธ) ปกป้องเมืองด้วยชีวิตและขู่ว่าหากใครหนีทัพมีโทษถึงตาย

หลังทัพแมนจูราชวงศ์ชิงระดมยิงปืนใหญ่ใส่กำแพงเมือง เหล่าขันทีและสาวใช้ในวังของหมิงใต้ต่างพากันแตกตื่นและพยายามหลบหนี บังเอิญว่าวันนั้นทั้ง “ฮองเฮา” (จักรพรรดินีเสี้ยวกังควง) และ “จิ้นหวังเฟย” (แปลว่า “ชายาจิ้นอ๋อง”) ต่างเจ็บท้องในเวลาใกล้เคียงกัน หมอหลวง “ฝานหลี” ต้องคอยดูแลฮองเฮา (ซึ่งคลอดยาก) อย่างใกล้ชิด เลยไม่ได้ไปดูแลจิ้นหวังเฟยด้วยตนเอง ถึงกระนั้นก็ได้รับแจ้งข่าวดีว่าจิ้นหวังเฟยให้กำเนิดทารกเพศชาย ในเวลาเดียวกันนั้น “จักรพรรดิหย่งลี่” (หรือ “จูโหยวหลาง”) กำลังยืนลุ้นหน้ากองฟืนใกล้ตำหนักฮองเฮา พระองค์รู้ดีว่าในไม่ช้าอู่ซานกุ้ยจะต้องบุกเข้ามา จึงมารอฟังข่าวว่าทารกน้อยเป็นเพศชายหรือเพศหญิง ทั้งยังเปรยกับขันทีคนสนิท (หัวหน้าขันที) ว่าที่ผ่านมาเหล่าเชื้อพระวงศ์องค์ชายล้วนอายุสั้นเพราะภัยสงครามทำให้ราชวงศ์หมิงไร้ผู้สืบทอด หากฮองเฮาให้กำเนิดพระธิดา ราชวงศ์หมิงจะสิ้นสุดในรัชสมัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะไม่รอให้อู๋ซานกุ้ยบุกมาจับตนไปประหารแต่จะชิงฆ่าตัวตายเอง (พระองค์สั่งให้ใช้ฟืนที่เตรียมไว้เผาร่างตน)

ครั้นรู้ว่าทารกน้อยเป็นผู้หญิง ฮองเฮาจึงสั่งให้หมอหลวงฝานสังหารพระธิดาองค์น้อย ทั้งนี้เพราะสำนักชินเทียนเจียน (สำนักดาราศาสตร์) ได้ทำนายเอาไว้ว่า หากฮองเฮาให้กำเนิดพระธิดาบ้านเมืองจะสูญสิ้น ครั้นฮ่องเต้ส่งขันทีเฒ่ามาถามว่าทารกน้อยเป็นชายหรือหญิง หมอหลวงฝานจึงรายงานว่าฮองเฮาให้กำเนิดพระโอรส จากนั้นก็อุ้มพระธิดาองค์น้อยไปหาจิ้นหวังเฟยเพื่อขอสลับตัวเด็ก โดยบอกว่าเพื่อความอยู่รอดของต้าหมิง ฮ่องเต้ และหลี่ติ้งกั๋วสามีของเธอ (มีเพียงหมอหลวงฝานและมารดาเด็กทั้งสองที่รู้เรื่องนี้) เมื่อหมอหลวงฝานนำทารกน้อยเพศชายมาให้ทอดพระเนตร จักรพรรดิหย่งลี่จึงแต่งตั้งทารกน้อยเป็นองค์รัชทายาททันที พระองค์ได้ยินว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนจักรพรรดิชุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง (อ้ายซินเจฺว๋หลัว ฝูหลิน) ได้ตั้งชื่อโอรสน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกว่า “เสวียนเย่” (จักรพรรดิคังซี) ซึ่งคำว่า “เย่” หมายถึง เจิดจรัส รุ่งเรือง พระองค์จึงตั้งชื่อรัชทายาทองค์น้อยว่า “ฉือเซวียน” เพราะคำว่า “เซวียน” หมายถึง ความรุ่งโรจน์ (รัชทายาทน้อยคือความหวังและอนาคตอันรุ่งโรจน์ของต้าหมิง และนั่นก็ทำให้ฉือเซวียนต้องแบกทั้งความหวังและความแค้นของคนรุ่นก่อนเอาไว้บนบ่า ทำให้เกิดมาพร้อมภารกิจในการโค่นชิงกู้หมิง)

หลังถูกระดมยิงด้วยอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฐานที่มั่นของหมิงใต้ก็ถูกตีแตก (ราชวงศ์หมิงล่มสลายโดยสมบูรณ์) ก่อนลี้ภัยพร้อมฮ่องเต้และรัชทายาทน้อย ฮองเฮาได้มอบหยกประจำตระกูลให้พระธิดา (ซึ่งกลายเป็นลูกสาวจิ้นหวังเฟย) หมายให้เป็นเครื่องลางคุ้มภัย จิ้นหวังเฟยอุ้มองค์หญิงน้อยมาส่งฮ่องเต้ ฮองเฮา และลูกชายตน (รัชทายาท) ก่อนแอบดูสามีอยู่ไกลๆ เธอรู้ดีว่าสามีต้องคอยอารักขาฮ่องเต้เลยไม่อาจปกป้องเธอและทารกน้อย จึงได้แต่ทำใจยอมรับชะตากรรม (ประวัติศาสตร์ระบุว่าฮ่องเต้กับฮองเฮาหนีไปพม่า โดยอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้าพินดาเลแห่งราชวงศ์ตองอู)

อู๋ซานกุ้ยนำกำลังทหารบุกยึดดินแดนของฝ่ายหมิงใต้ ครั้นไม่พบจักรพรรดิหย่งลี่และสมาชิกคนอื่นๆ ในราชวงศ์ เขาจึงจับข้ารับใช้ในวังมาเค้นถามทีละคน หากใครไม่ยอมเปิดปากจะถูกสังหารทันที หัวหน้าขันทีไม่อาจทนเห็นผู้บริสุทธิ์โดนเข่นฆ่าเลยจำต้องนำจิ้นหวังเฟย (ซึ่งอุ้มทารกน้อยนั่งปะปนอยู่กับคนอื่นๆ) มาเป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับชีวิตของทุกคนในฐานะที่เธอเป็นภรรยายอดขุนพล ครั้นอู๋ซานกุ้ยยอมรับข้อเสนอ หัวหน้าขันทีจึงเดินไปหา (ชี้ตัว) จิ้นหวังเฟยแล้วคุกเข่าขอโทษ จิ้นหวังเฟยเกือบหลุดปากบอกขันทีเฒ่าว่าทารกน้อยเป็นใคร แต่สุดท้ายก็บอกอู๋ซานกุ้ยว่าทารกน้อยเป็นลูกสาวตนกับหลี่ติ้งกั๋ว (จิ้นอ๋อง) อู๋ซานกุ้ยจะตบรางวัลให้หัวหน้าขันที แต่หัวหน้าขันทีไม่รับ เขาเพียงขอให้อู๋ซานกุ้ยทำตามที่รับปาก (ว่าจะไว้ชีวิตทุกคน) จากนั้นก็ฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด

หลี่ติ้งกั๋วและ “หลี่ซื่อซิง” ผู้เป็นบุตรชาย นำกำลังมาขวางทัพอู๋ซานกุ้ยเพื่อถ่วงเวลาให้ฮ่องเต้หลบหนี เขารู้ว่าศึกครั้งนี้ยากเกินต้านทานจึงฝากกุญแจทองไว้กับซื่อซิง แล้วสั่งให้ซื่อซิงนำกำลังครึ่งหนึ่งไปคุ้มกันฮ่องเต้ก่อน ซื่อซิงกำลังจะทำตามคำสั่งแต่อู๋ซานกุ้ยนำตัวจิ้นหวังเฟยและทารกน้อยมาข่มขู่เสียก่อน ครั้นเห็นภรรยาและทารกน้อยตกอยู่ในมือศัตรู หลี่ติ้งกั๋วก็รู้สึกตกใจ อู๋ซานกุ้ยบอกให้หลี่ติ้งกั๋วนำตัวจูโหยวหลาง (จักรพรรดิหย่งลี่) มาแลกกับภรรยาและลูกน้อยโดยรับปากว่าทั้งคู่จะปลอดภัย แถมหลี่ติ้งกั๋วยังจะมีความดีความชอบและได้ลาภ ยศ สรรเสริญ อีกด้วย หลี่ติ้งกั๋วสั่งให้ซื่อซิงรีบนำกำลังไปคุ้มกันฮ่องเต้ตามคำสั่ง แต่ซื่อซิงยังคงลังเลไม่ยอมไป เพื่อไม่ให้เสียแผนและเกิดความระส่ำระสายในหมู่ทหาร หลี่ติ้งกั๋วจึงยิงธนูปลิดชีพภรรยาและทารกน้อยทันที (เขานึกว่าทารกน้อยเป็นลูกของตน) ซื่อซิงเห็นแล้วทั้งโกรธและช็อค หลี่ติ้งกั๋วท้าให้ซื่อซิงฆ่าตนต่อหน้าศัตรู โดยบอกว่าหากทำไม่ได้ก็จงรีบไป ซื่อซิงแค้นหนักแต่ไม่อาจลงมือ เขาจึงตัดขาดความเป็นพ่อลูกแล้วจากไปด้วยความโกรธแค้น (และหมายมั่นว่าสักวันจะทำให้บิดาเสียใจในกระทำครั้งนี้) เมื่อซื่อซิงไปแล้วหลี่ติ้งกั๋วจึงเปิดศึกกับอู๋ซานกุ้ยทันที

ในที่สุดทัพของอู๋ซานกุ้ยก็เป็นฝ่ายชนะ ขณะเดินสำรวจกองซากศพของเหล่าทหารฝ่ายหมิงใต้ อู๋ซานกุ้ยเปรยว่าหากคนเก่งกล้าอย่างหลี่ติ้งกั๋วไม่ดึงดัน (ยอมมอบตัวจูโหยวหลางและสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ชิง) เรื่องราวคงไม่ลงเอยเช่นนี้ ทันใดนั้นก็มีเสียงเด็กทารกร้องไห้จ้า อู๋ซานกุ้ยจึงอุ้มเด็กทารกที่นอนเคียงข้างศพจิ้นหวังเฟยขึ้นมาดู ที่แท้ทารกน้อยรอดตายเพราะหยกที่ฮองเฮามอบให้ก่อนจากลา (หลี่ติ้งกั๋วยิงธนูโดนหยกพอดี) อู๋ซานกุ้ยเห็นว่าทหารของตนถูกหลี่ติ้งกั๋วฆ่าตายไม่น้อย เลยคิดสังหารลูกสาวหลี่ติ้งกั๋วเพื่อเซ่นดวงวิญญาณเหล่าทหารของตน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจในที่สุด แม้อู๋ซานกุ้ยจะเป็นนักรบที่กรำศึกมานานหลายปีและคร่าชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยคิดฆ่าเด็กทารกมาก่อน เขาจึงวางทารกน้อยไว้ที่เดิมแล้วปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม

คืนนั้นหมอหลวงฝานมาตามหาองค์หญิงน้อยท่ามกลางซากศพและสายฝน ครั้นเห็นทารกน้อยร้องไห้จ้าข้างศพจิ้นหวังเฟยในสภาพเนื้อตัวเปียกโชก เขาจึงก้มศีรษะคำนับก่อนนำพาองค์หญิงน้อยไปเร้นกายที่หุบเขาหมิงจู (นับจากนี้จะเรียกหมอหลวงฝานว่า “ฝานหลี” เพราะเขาไม่ได้เป็นหมอหลวงแล้ว) “เฉินเซิ่งหนาน” (ภรรยาฝานหลี) และลูกสาวตัวน้อย “ฝานเชี่ยนอิ่ง” พายเรือมารับฝานหลีหลังไม่ได้พบหน้ากันมานาน พลางเล่าว่าหุบเขาหมิงจูเป็นหนึ่งในสามฐานลับที่ “จักรพรรดิฉงเจิน” สร้างขึ้นก่อนที่ทัพแมนจูนำโดย “ตัวเอ่อร์กุ่น” จะบุกด่านซานไห่กวน เหล่ายอดฝีมือที่ภักดีต่อราชวงศ์หมิงเลยมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาโอกาสโค่นชิงกู้หมิง (“จักรพรรดิฉงเจิน” หรือ “จูโหยวเจี่ยน” เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 17 และองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง พระองค์ผูกพระศอตนเองหลังอดีตนายทหารก่อกบฏ ในเวลาต่อมาอู๋ซานกุ้ยได้เปิดประตูด่านซานไห่กวนให้ทัพแมนจูนำโดยเอ่อร์กุ่นบุกยึดเมืองหลวงและก่อตั้งราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ กลุ่มผู้ภักดีต่อราชวงศ์หมิงเลยหนีไปตั้งอาณาจักรหนานหมิง (หมิงใต้) ทางดินแดนตอนใต้)

เจ็ดปีต่อมา ฝานหลี (ซึ่งหันมาไว้ผมหางเปียแบบแมนจู และเลี้ยงดูองค์หญิงน้อยในฐานะพ่อบุญธรรมมาโดยตลอด) เห็นว่าวันนี้เป็นเกิดครบรอบเจ็ดปีของ “หลี่อี้ฮวน” จึงพาเธอออกจากหุบเขาไปเปิดหูเปิดตาในเมืองเป็นครั้งแรก บังเอิญว่าวันนั้นเป็นวันที่อู๋ซานกุ้ย (ซึ่งราชวงศ์ชิงแต่งตั้งให้เป็น “ผิงซีอ๋อง” ปกครองดินแดนแถบยูนนาน) ประกาศว่าจะประหารฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง เมื่อฝานหลีทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ เขานึกว่าจักรพรรดิหย่งลี่จะอยู่รอดปลอดภัยในพม่า ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่าหลังเปลี่ยนผ่านรัชกาล (พระอนุชาของพระเจ้าพินดาเลซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหาร ได้ทำรัฐประหารแล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งราชวงศ์ตองอู) ทางพม่าจึงยอมมอบตัวฮ่องเต้และผู้ติดตามให้อู๋ซานกุ้ย ฝานหลีพาอี้ฮวนไปที่ลานประหาร แล้วบอกให้เธอจดจำใบหน้าของนักโทษชาย-หญิงบนลานประหารตราบจนชั่วชีวิต ครั้นฮองเฮาเห็นทั้งคู่ก็รู้ว่าอี้ฮวนคือพระธิดาที่ถูกสลับตัว เธอจึงรู้สึกดีใจที่ได้เห็นพระธิดาอีกครั้งก่อนตาย

Related Post

โรงแรม มายแคท ยูงาวาระ (My Cat Yugawara)โรงแรม มายแคท ยูงาวาระ (My Cat Yugawara)

โรงแรม มายแคท ยูงาวาระ (My Cat Yugawara) เรียวคังแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวยูกาวาระ (Yugawara) ในจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) เป็นเมืองขึ้นชื่อทางด้านออนเซน ตัวเรียวคังห่างจากสถานีมานาซุรุ (Manazuru) ประมาณ 8 นาทีด้วยการเดิน สำหรับใครที่มีแผนจะแวะมาเที่ยวที่ยูกาวาระ ลองแวะมาพักที่เรียวคังแห่งนี้ดูนะคะ

อินเดียยังติดโควิดทุบสถิติโลก สหรัฐช่วยเรื่องออกซิเจนอินเดียยังติดโควิดทุบสถิติโลก สหรัฐช่วยเรื่องออกซิเจน

ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในอินเดีย เพิ่มขึ้นเกือบ 350,000 คนภายในวันเดียว ยังคงทำลายสถิติโลกต่อเนื่อง และเสียชีวิตอีก 2,767 คน ด้านรัฐบาลเตรียมนำเข้าออกซิเจนจากสหรัฐ

จดหมายเวียนวงในของ Cuomo ถึงผู้กล่าวหาที่ทำให้เสื่อมเสียจดหมายเวียนวงในของ Cuomo ถึงผู้กล่าวหาที่ทำให้เสื่อมเสีย

วงในของรัฐบาลนิวยอร์กAndrew Cuomoส่งจดหมายถึงอดีตพนักงานที่มุ่งเป้าไปที่การทำให้เสื่อมเสียความน่าเชื่อถือของ Lindsey Boylan หลังจากที่เธอกล่าวหาว่าผู้ว่าการการล่วงละเมิดทางเพศและความก้าวหน้าที่ไม่ต้องการซ้ำ ๆ